31 พฤษภาคม 2561

JKN ส่งซิกแนวโน้ม Q2/61 ยังแจ่ม หนุนครึ่งปีแรกเติบโตก้าวกระโดด หลังไตรมาสแรกทำผลงานติดท้อป 3 บริษัทที่มีกำไรเติบโตสูงสุดในกลุ่มบริการตลาด mai

ที่มาสื่อ: 'JKN' ผู้นำการจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ระดับสากล ประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/61 ยังเติบโตต่อเนื่อง รับกระแสลิขสิทธิ์ซีรี่ส์อินเดีย-ฟิลิปปินส์ ยังฮอตฮิตในกลุ่มผู้ชมชาวไทย

JKN ส่งซิกแนวโน้ม Q2/61 ยังแจ่ม หนุนครึ่งปีแรกเติบโตก้าวกระโดด
หลังไตรมาสแรกทำผลงานติดท้อป 3 บริษัทที่มีกำไรเติบโตสูงสุดในกลุ่มบริการตลาด mai
ผู้บริหารยันไม่ขายหุ้นหลังหลุด Silent Period หวังสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

‘บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย’ หรือ ‘JKN’ ผู้นำการจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ระดับสากล ประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/61 ยังเติบโตต่อเนื่อง รับกระแสลิขสิทธิ์ซีรี่ส์อินเดีย-ฟิลิปปินส์ ยังฮอตฮิตในกลุ่มผู้ชมชาวไทย มีผลให้สถานีทีวีดิจิทัลแห่ซื้อลิขสิทธิ์เพิ่ม ช่วยดันผลงานครึ่งปีแรกเติบโตก้าวกระโดด หลังโชว์ฟอร์มได้ดีในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ติด 1 ใน 3 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาด mai ในกลุ่มบริการ ที่ทำตัวเลขกำไรสุทธิเติบโตได้สูงสุด ด้านผู้บริหารการันตีหนักแน่น ไม่มีนโยบายขายหุ้นหลังหลุดช่วง Silent Period เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

คุณจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ผู้นำการจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ระดับสากล เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินงานในไตรมาส 2/61 เชื่อว่าจะเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่องและส่งผลดีต่อภาพรวมผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากซีรี่ส์อินเดียและฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์คอนเทต์หลักที่สร้างรายได้ให้แก่บริษัทฯ ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากเจ้าของสถานีโทรทัศน์ทีวีดิจิทัลที่ให้ความสนใจ เนื่องจากเนื้อหาและรูปแบบการถ่ายทอดเรื่องราวเข้าถึงกลุ่มผู้ชมคนไทยได้ดี ทำให้ง่ายต่อการติดตาม ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์ซีรี่ส์อินเดียและฟิลิปปินส์ไปออกอากาศสามารถทำตัวเลขเรตติ้งได้ดีขึ้น จึงได้รับความสนใจจากสถานีโทรทัศน์ทีวีดิจิทัลอีกหลายช่อง ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ซีรี่ส์ดังกล่าวเพิ่มเติมจากเดิมที่เป็นกลุ่มช่อง 3 ช่อง 8 และBright TV เพื่อนำไปออกอากาศสร้างความหลากหลายของคอนเทนต์และสร้างฐานกลุ่มผู้ชมให้แก่ทางสถานี

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังเห็นสัญญาณการเติบโตด้านช่องทางการเผยแพร่ลิขสิทธ์คอนเทนต์ผ่านทาง Video on Demand (VOD) ที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ชมมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ส่งผลให้สร้างรายได้จากการเผยแพร่ช่องทางดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นและเชื่อว่าในอนาคตช่องทางดังกล่าวจะมีอัตราการเติบโตได้ดี จากพฤติกรรมการรับชมของผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ จึงเชื่อว่าอัตราการทำกำไรขั้นต้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอีกด้วย

ส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกที่ผ่านมา JKN ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลักดันการเติบโตได้ดีทั้งในแง่ของการทำกำไรสุทธิ ที่ทำได้ถึง 70.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.37% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 46.01 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตในแง่ของตัวเลขกำไรสุทธิในไตรมาสนี้ ทำให้ JKN ติดอันดับเป็น 1 ใน 3 ของกลุ่มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในกลุ่มธุรกิจบริการ ที่ทำตัวเลขกำไรสุทธิมีอัตราการเติบโตสูงสุด ขณะที่รายได้รวมทำได้ 345.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.63% เทียบกับงวดเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีรายได้รวม 258.76 ล้านบาท ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง

ดังนั้น ทางผู้บริหารของบริษัทฯ จึงมีความมั่นใจพื้นฐานธุรกิจที่ดีและยืนยันว่าไม่มีนโยบายขายหุ้นเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังจากหมดช่วง Silent Period (ห้ามขายหุ้น) แต่อย่างใด โดยครอบครัว ‘จักราจุฑาธิบดิ์’ ยังคงถือหุ้นใน JKN รวมกันกว่า 388 ล้านหุ้น คิดเป็น 71.85% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด 540 ล้านหุ้น จากทุนจดทะเบียน 270 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาทต่อหุ้น เนื่องจากทางครอบครัวมีความมั่นใจการดำเนินธุรกิจจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่เติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแผนงานในอนาคตที่บริษัทฯ จะเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ภายใต้

แบรนด์ CNBC ที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนสร้างความแข็งแกร่งด้านผลการดำเนินงานขยายตัวได้อย่างก้าวกระโดด ซึ่งปัจจุบันได้มีรายการ First Class Thailand by JKN CNBC ออกอากาศแล้วหนึ่งรายการทางช่อง 3 HD และจะมีรายการอื่นของ CNBC ตามมาในอนาคตอันใกล้นี้